Recent

Plateform : Micro:bit

ชุดบอร์ด micro:bit ชุดทดลองที่น้าสนใจ โดยเฉพาะเด็กๆ และผู้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมแบบ บล็อค ของเล่ยนมากมาย

อย่าหยุดที่จะเรียนรู้

ครูโป้ง ก็ไปเรียนเพิ่มได้ความรู้มาเพิ่มพูน ไม่หยุดนิ่ง ลงทุนบ้าง เสาะหาบ้าง

ชุด ioT กับ ESP8266

iot คือทุกอย่างสามารถเชิ่อมต่อบนโลกอินเตอร์เน็ต เชื่อมโลกได้ สั่งได้ทั่วโลก

วิ่งปรู๊ด ตามเส้นไป กับ Arduino

โครงงานรถยนต์กับ Aruino

AR vs VR

เชื่อมโลกเสมือนไปกับ AR และ VR

11 กรกฎาคม 2560

เฮ้ย Wi-Fi เร็วขึ้นอีก IEEE 802.11ac to ax

ที่มา : https://www.mabzicle.com/2013/07/ieee-802.11-ac-wifi-standard.html

มาตรฐานไวไฟ

                  ไม่ทันไรที่เราใช้ Wireless-LAN (WLAN) หรือเรียกติดปากว่า Wi-Fi (Wireless Fidelity) ด้วยความเร็ว 300Mbps (802.11n-2.4Hhz) กว่าจะหาเงินซื้ออุปกรณ์จำพวก Access Point มาใช้ มาให้บริการด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง (โน๊คบุ๊กที่ใช้อยู่ยังเป็น Draft-N อยู่เลย) ไม่นานก็ค่อยๆลดราคาลง และปีนี้เพิ่งได้ตัว 750Mbps (802.11ac-5Ghz) มาติดตั้ง 2 ตัวราคากระเป๋าฉีก (UBiQUiTi UniFi AC Mesh AP (UAP-AC-M) - N300/AC867 MbpsUniFi Mash ac) มาประจำการ กำลังทดสอบอยู่ อ้าว มาตรฐานใหม่มาแล้ว


ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/IEEE_802.11
         จากตารางจะเป็นได้ว่า ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ตามมาตรฐาน IEEE 802.11 มาแล้ว โดยเฉพาะ 802.11ad โดยไช้คลื่น 60 Ghz ความเร็ว 7 Gbps แต่ระยะยังค่อนข้างแคบ ดูได้จากภาพ

ที่มา : http://wwarodom.blogspot.com/2016/08/ieee-80211.html

      จะสังเกตุได้ว่า ยิ่งความถี่สูง(Height Frequency) ความเร็วก็สูงขึ้น(Speed Up) ใช้ความกว้างของคลื่นกว้างขึ้น(Bandwidth) แต่ระยะแคบลง(Range) เหมือนปีที่แล้ว(2015-2016)พอเปิดสัญญาณ 3G-4G LTE ก็เริ่มมีเสาส่งผุดถี่ขึ้น เสาใหม่ๆเพิ่มขึ้น เพราะระยะที่แคบลง ดังภาพ 
https://droidsans.com/3g-4g-differences-why-it-keeps-switching/

         ใกล้เสาความเร็วสูงเพราะใช้คลื่นความถี่เป็น H+ ไกลออกไป ลดลงเป็น H  เป็น 3G ตามลำดับ
ระยะของ H+, H, และ 3G
ที่มา : https://droidsans.com/3g-4g-differences-why-it-keeps-switching/

มาตรฐานที่อยู่ภายใต้ กรอบของเทคโนโลยี IEEE 802.11

             ปัจจุบันนี้มีมาตรฐานออกมาหลายอย่าง แต่ที่ได้รับความนิยมทั้งในอตีตและปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 7 มาตรฐานด้วยกัน ได้แก่
  • IEEE 802.11a - เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1999 โดยออกเผยแพร่ช้ากว่าของมาตรฐาน IEEE 802.11b ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อปรับปรุงความเร็วในการส่งข้อมูลให้วิ่งได้สูงถึง 54 Mbps บนความถี่ 5Ghz ซึ่งจะมีคลื่นรบกวนน้อยกว่าความถี่ 2.4 Ghz ที่มาตรฐานอื่นใช้กัน ที่ความเร็วนี้สามารถทำการแพร่ภาพและข่าวสารที่ต้องการความละเอียดสูงได้ อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสามารถปรับระดับให้ช้าลงได้ เพื่อเพิ่มระยะทางการเชื่อมต่อให้มากขึ้น แต่ทว่าข้อเสียก็คือ ความถี่ 5 Ghz นั้น หลายๆประเทศไม่อนุญาตให้ใช้ เช่นประเทศไทย เพราะได้จัดสรรให้อุปกรณ์ประเภทอื่นไปแล้ว และเนื่องด้วยการที่มาตรฐานนี้ ใช้การเชื่อมต่อที่ความถี่สูงๆ ทำให้มาตรฐานนี้ มีระยะการรับส่งที่ค่อนข้างใกล้ คือ ประมาณ 35 เมตร ในโครงสร้างปิด(เช่น ในตึก ในอาคาร) และ 120 เมตรในที่โล่งแจ้งและด้วยความที่ส่งข้อมูลด้วยความถี่สูงนี้ ทำให้การส่งข้อมูลนั้นไม่สามารถทะลุทะลวงโครงสร้างของตึกได้มากนัก อุปกรณ์ไร้สายที่รองรับเทคโนโลยี IEEE 802.11a นี้ไม่สามารถเข้ากันได้กับอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ที่จะอธิบายด้านล่างนี้ได้ อีกทั้งอุปกรณ์ของ IEEE 802.11a ยังมีราคาสูงกว่า IEEE 802.11b ด้วย ดังนั้นอุปกรณ์ IEEE 802.11a จึงได้รับความนิยมน้อยกว่า IEEE 802.11b มาก จึงทำให้ไม่ค่อยเป็นที่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
  • IEEE 802.11b - เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1999 ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ผนวกกับ DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 11 Mbps ผ่านคลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz เนื่องจากการใช้คลื่นความถี่ที่ต่ำกว่าอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11a ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐานนี้จะมีความสามารถในการส่งคลื่นสัญญาณไปได้ไกลกว่าคือประมาณ 38 เมตรในโครงสร้างปิดและ 140 เมตรในที่โล่งแจ้ง รวมถึง สัญญาณสามารถทะลุทะลวงโครงสร้างตึกได้มากกว่าอุปกรณ์ที่รองรับกับมาตรฐาน IEEE 802.11a ด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เครือข่ายไร้สายภายใต้มาตรฐานนี้ได้รับการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก โดยอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้ก็เช่น IEEE 802.11, Bluetooth, โทรศัพท์ไร้สาย, และเตาไมโครเวฟ และที่สำคัญแต่ละผลิตภัณฑ์มีความสามารถทำงานร่วมกันได้ อุปกรณ์ของผู้ผลิตทุกยี่ห้อต้องผ่านการตรวจสอบจากสถาบัน Wi-Fi Alliance เพื่อตรวจสอบมาตรฐานของอุปกรณ์และความเข้ากันได้ของแต่ละผู้ผลิต ปัจจุบันนี้นิยมนำอุปกรณ์ WLAN ที่มาตรฐาน 802.11b ไปใช้ในองค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษา สถานที่สาธารณะ และกำลังแพร่เข้าสู่สถานที่พักอาศัยมากขึ้น มาตรฐานนี้มีระบบเข้ารหัสข้อมูลแบบ WEP ที่ 128 บิต
  • IEEE 802.11g - เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2003 ทางคณะทำงาน IEEE 802.11g ได้นำเอาเทคโนโลยี OFDM ของ 802.11a มาพัฒนาบนความถี่ 2.4 Ghz จึงทำให้ใช้ความเร็ว 36-54 Mbps ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงกว่ามาตรฐาน 802.11b ซึ่ง 802.11g สามารถปรับระดับความเร็วในการสื่อสารลงเหลือ 2 Mbps ได้ตามสภาพแวดล้อมของเครือข่ายที่ใช้งาน นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีบางผลิตภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวเข้ามาเสริม ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นจาก 54 Mbps เป็น 108 Mbps แต่ต้องทำงานร่วมกันเฉพาะอุปกรณ์ที่ผลิตจากบริษัทเดียวกันเท่านั้น ซึ่งความสามารถนี้เกิดจากชิป (Chip) กระจายสัญญาณของตัวอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตบางรายสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่ง สัญญาณเป็น 2 เท่าของการรับส่งสัญญาณได้
  • IEEE 802.11n - เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2009 ทำงานบนย่านความถี่ 2.4 และ 5 GHz โดยที่สามารถให้อัตราการส่งถ่ายข้อมูลสูงสุดถึง 300 Mbps มีความสามารถในการส่งคลื่นสัญญาณ ได้ระยะประมาณ 70 เมตรในโครงสร้างปิด และ 250 เมตรในที่โล่งแจ้ง เพิ่มความสามารถในการกันสัญญาณกวนจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ความถี่ 2.4GHz เหมือนกัน และสามารถรองรับอุปกรณ์มาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ได้
  • IEEE 802.11ac - เป็นมาตรฐานที่ 5 GHz ให้ทรูพุทกับแลนไร้สายแบบหลายสถานีสูงกว่าที่อย่างน้อย 1 Gbps และสำหรับลิงก์เดี่ยวที่อย่างน้อย 500 Mbps โดยการใช้ RF แบนด์วิธที่กว้างกว่า(80 หรือ 160 MHz) สตรีมมากกว่า (สูงถึง 8 สตรีม) และมอดูเลทที่ความจุสูงกว่า(สูงถึง 256 QAM)
  • IEEE 802.11ad - หรือ "WiGig" เกิดจากการผลักดันจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2012 Marvell และ Wilocity ได้ประกาศการเป็นคู่ค้าใหม่เพื่อนำ Wi-Fi solution แบบ tri-band ใหม่ออกสู่ตลาด โดยการใช้ความถี่ที่ 60 GHz ทรูพุททางทฤษฎีสูงสุดถึง 7 Gbps มาตรฐานนี้จะออกสู่ตลาดได้ราวต้นปี 2014
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/IEEE_802.11

 
Linksys WRT54GS WiFi router from 2005 operates on the 2.4 GHz "G"
ตำนานแห่ง เราเตอร์/แอคแชสพอยท์ IEEE802.11g
LINKSYS EA9500 MAX-STREAM™ AC5400 
MU-MIMO 5 GIGABIT WI-FI ROUTER (2017)

อาจจะเรียกได้ว่า รุ่นแรกๆ ของ 802.11ad นะ(มีขายแล้ว!!)

อุปกรณ์ที่รองรับ


ที่มา : https://www.techlila.com/laptop-vs-tablet-pc-vs-smartphone/

           ว่าแล้วคอมพิวเตอร์ โน็ตบุ๊ค มือถือเรา รับรุ่นใหนได้บ้างละครับ เราก็ดูกันหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่ระดับราคา  ปีที่ผลิต ปีที่ซื้อ อย่างที่บอกว่า Notebook ของผมยังเป็น Draft-N เพราะซื้อมานาน ใช้มานาน ซ่อมเปลี่ยนเกือบหมดแล้ว เหลือแค่โครงเดิม (ที่ใหม่ได้แก่ Mainboard/HDD/RAM/จอ/Keyboard/Batt อ้าวเหลือของเก่าแต่โครงเคสจริงๆ)
           Notebook , Smart Phone รุ่นใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2016 (พ.ศ. 2559) ก็รองรับ Wi-Fi 802.11ac กันเกือบหมดแล้วนะครับ แต่อาจจะมีบางรุ่น ราคาต่ำๆ ยังรับได้แค่ 802.11n อยู่


       เดี๋ยววันหลังมาเพิ่มเติมเรื่อง ลักษณะภายนอก รูปแบบใช้ภายนอก(Out Door) ใช้ภายใน (In Door) ใช้ทั่วไปหรือใช้เฉพาะเช่น ระยะไกล(WiMAX) หรือการกำหนดช่องสัญญาณ จะมาขยายความวันหลังนะครับ วันนี้เอาแค่นี้ก่อนเริ่มง่วงๆ แล้ววววว

ตัวอย่างของที่ใช้อยู่ ไม่ได้โฆษณานะ
ภาพจาก http://www.kapes.biz



อ้างอิง 
https://th.wikipedia.org/wiki/IEEE_802.11
https://www.mabzicle.com/2013/07/ieee-802.11-ac-wifi-standard.html
http://wwarodom.blogspot.com/2016/08/ieee-80211.html
https://droidsans.com/3g-4g-differences-why-it-keeps-switching/
https://www.slideshare.net/chhattanshah/ieee-80211-architecture-and-services



FREE Cryptocurrency

BX.in.th Bitcoin Exchange Thailand
http://freedoge.co.in/?r=1743468
Free bitcoins dogecoins litecoin dashcoin bitcoincash btc ltc doge bch xzc

25 มิถุนายน 2560

แนะนำแอพ Ubiquti UBNT Discovery & UMobile



แนะนำแอพ Ubiquti UBNT Discovery & UMobile
เอาไว้จัดการ Access Point ของค่าย UBNT ได้ทุกรุ่น(เว้น Unifi) โดยต้องอยู่ในวงแลนเดียวกันถึงจะ ใช้ UBNT Device Discovery Tool เจอแต่สามารถเพิ่มโดยใช้ IP ได้ โดยสามารถเข้ามาจาก IP จริงโดยการ Foward Port เข้ามาก็ได้ครับ สามารถเข้ามาตั้งค่าได้ทุกอย่างเหมือนเข้าตั้งในหน้าเว็บเลย สะดวกดี สามารถแก้ไขค่าต่างๆ โดยไม่ต้องเปิดคอมฯ ได้จากทุกที่ผ่าน 4G ได้เลย
โหลด
https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ubnt.umobile

27 กุมภาพันธ์ 2560

ระวัง!! FACEBOOK โดนแสปม!! - คนที่ชอบอ่านข่าวใน FACEBOOK

หลายท่านไม่ชอบดู TV อ่านหนังสือพิมพ์ อาจจะบอกว่าไม่มีเวลา หรือ ไม่สะดวก โดยอาศัย(เสพติด) ข่าวจาก Social Media ไม่ว่าจะเป็น Line  / Facebook ซื่งอาจจะบอกว่าสะดวกรวดเร็วก็อาจจะเป็นได้

แต่!! ควรใช้วิจารณญาณ ในการเสพข่าวเหล่านี้ สั้นๆ บางที่พอเรากดเข้าไปอ่านแล้ว มีเนื้อความนิดเดียว หรือมีเนื้อข่าวไม่ตรงกับหัวข้อข่าวเลย โดยเฉพาะข่าวที่เป็นกระแสต่างๆ (ช่วงนี้ก็วัดพระธรรมกาย พระธัมมชัยโย) แต่ที่ร้ายกว่านั้นเจอมากับตัวคือ เว็บหลอกให้เราใส่รหัสเฟสบุ๊ค / หลอกให้ติดตั้ง App / ให้ติดตั้งโปรแกรมแสกนไวรัสปลอม ฯลฯ

ไม่อยากจะคิดว่า ขนาดเรา(สายคอมพิวเตอร์)ยังปิดแทบไม่ทั้น แล้วคนอื่นๆ ที่พอเปิดเฟสเป็น รหัสเปลี่ยนยังใงไม่รู้ ใช้รหัสตั้งแต่เข้าครั้งแรก ใส่มันทุกอัน ไม่ว่าเป็น Facebook, Line, Email, ธนาคารออนไล์ อะไรที่เขาให้ใส่รหัส ฉันมีอันเดียวหมด!! หรือรหัสมาตรฐาน เช่น 12345678, password, 00000000, 88888888,ilovedog  เป็นต้น

มาดูกรณีตัวอย่าง 

======= หลอกให้กรอกรหัส FACEBOOK ===========


จากโพสต์นี้ พอคลิกเข้าไปเท่านั้นแหละ เป็นแบบนี้ 


เหมือนนะ

========== ในแอพ มือถือบ้าง========
กดแล้วเป็บแบบนี้ (มันจะวนๆไปเรื่อยๆ)

โลกนี้ อยู่ยาก!!!! จัง




22 กุมภาพันธ์ 2560

เปลี่ยน Template (ธีม) สวยๆ ให้เว็บบล็อค

เคยสอนนักเรียนทำบล็อคมา หลายอัน แต่ทำไมที่เราทำไปไม่เห็นสวยๆ เหมือนกับหลายๆท่านทำ (เราสามารถจดโดเมนเป็น www.xxxx.com ให้บล็อกเราได้นะ)  ทำไมหน้าตา(Template)ของบล็อคเรามีแต่แบบพื้นๆ 2 - 3 แบบที่เลือกได้ แล้วเขาแต่งอย่างไร

เลยลองหาดูใน Google ด้วยคำว่า "How to change Template Blogger" ผลก็ได้มาหลายเว็บ อ่านแล้วก็อ๋อมันเปลี่ยนได้ งั้นคำค้นต่อไปก็คือ "Free Blogger Template Download" มาหลายเว็บเลย สวยๆทั้งนั้น  เฮ้ย !! ทำขายก็มีแฮะ แพงด้วย++ (เราชอบของฟรี!!)

ภาพจาก http://www.mybloggerthemes.com/

มาดูวิธีการเปลี่ยน Template (แม่แบบ) หรือเรียกว่า Theme (ธีม) กันเลย
ขั้นแรก ดาวน์โหลด
   จากใหนกันได้บ้าง แนะนำเลย หรือหาจาก Google เองได้
 การดาวน์โหลด ไม่ยาก เลือกที่สวยๆ แล้วกด Download มาไว้เลยครับ

 ขั้นสอง ติดตั้ง
 ติดตั้งไม่ยาก  
1. แตกไฟล์
2. เข้า  Blogger
3. เข้าเมนู แม่แบบ คลิก สำรอง/กู้คืน ที่มุมขวาบน
4. อัพโหลดไฟล์ xxxx.xml
5. เสร็จ อาจจะปรับแต่ง โลโก้นิดหน่อย

ว่าจะบอกหมด ไม่มัน ให้ไปหาเอา หุหุ




30 มกราคม 2560

โครงงานคอมพิวเตอร์

โครงงานคอมพิวเตอร์ 

     หมายถึง กิจกรรมการเรียนที่นักเีรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนเองสนใจ โดยจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนาโปรแกรม โดยใช้ความรู้ทางกระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนาโครงงาน เรื่องที่นักเรียนสนใจและคิดจะทำโครงงาน ซึ่งอาจมีผู้ศึกษามาก่อน หรือเป็นเรื่องที่นักพัฒนาโปรแกรมได้เคยค้นคว้าและพัฒนาแล้ว นักเรียนสามารถทำโครงงานเรื่องดังกล่าวได้ แต่ต้องคิดดัดแปลงแนวทางในการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม หรือศึกษาเพิ่มเติมจากผลงานเดิมที่มีผู้รายงานไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญของการทำโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับ ประสบการณ์ตรงในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้เพื่อการศึกษา ประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ การพัฒนาความคิดใหม่ๆ ความมีคุณธรรมจริยธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้กับเพื่อนมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์

     คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในทุก ๆ สาขาวิชา ดังนั้นโครงงานคอมพิวเตอร์จึงมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ทั้งในลักษณะของเนื้อหา กิจกรรม และลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้ ซึ่งอาจแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 5 ประเภท คือ

     1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
     2. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
     3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
     4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน (Application)
     5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)

1.โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)

     เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้
     โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง ๆ
         
2.โครงงานพัฒนาเครื่องมือ (Tools Development)
         
     เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือมาใช้ช่วยสร้างงานประยุกต์ต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นในรูปซอฟต์แวร์ ตัวอย่างของเครื่องมือช่วยงาน เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน ซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลผลภาษา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เราใช้งานในงานพิมพ์ต่าง ๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นไปได้โดยง่าย ซึ่งรูปที่ได้สามารถนำไปใช้งานต่าง ๆ ได้มากมาย สำหรับซอฟต์แวร์ช่วยในการมองวัตถุในมุมต่าง ๆ ใช้สำหรับช่วยในการออกแบบสิ่งของต่าง ๆ เช่น โปรแกรมประเภท 3D
         
3. โครงงานประเภทจำลองทฤษฎี (Theory Experiment)
 
     เป็นโครงงานใช้คอมพิวเตอร์ในการจำลองการทดลองของสาขาต่าง ๆ เป็นโครงงานที่ผู้ทำต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริงและแนวความคิดต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษา แล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจำลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสมการ สูตร หรือคำอธิบายก็ได้ พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจำลองทฤษฎีด้วยคอมพิวเตอร์ การทำโครงงานประเภทนี้มีจุดสำคัญอยู่ที่ผู้ทำต้องมีความรู้เรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่าง เช่น การทดลองเรื่องการไหลของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาอโรวาน่า ทฤษฎีการแบ่งแยกดีเอ็นเอ เป็นต้น
 
4. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน(Application)

     เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงใน ชีวิตประจำวัน เช่น ซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบและตกแต่งอาคาร ซอฟต์แวร์สำหรับการผสมสี ซอฟต์แวร์สำหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่าง ๆ ซึ่งอาจจะสร้างใหม่หรือปรับปรุงดัดแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มี ประสิทธิภาพสูงขึ้นก็ได้ โครงงานลักษณะนี้จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาสิ่งของนั้น ๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทำงานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์แล้วปรับ ปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ โครงงานประเภทนี้นักเรียนต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรม และเครื่องมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาจใช้วิธีทางวิศวกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในการพัฒนาด้วย

5. โครงงานพัฒนาเกม (Game Development)
         
     เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้ และ/หรือ ความเพลิดเพลิน เช่น เกมหมากรุก เกมหมากฮอส เกมการคำนวณเลข ซึ่งเกมที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะเน้นให้เป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกคิดอย่างมีหลักการ โครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจเก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปและนำมาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อให้ป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่าง ๆ

ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์

          1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ
          2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
          3. จัดทำเค้าโครงของโครงงาน
          4. การลงมือทำโครงงาน
          5. การเขียนรายงาน
          6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน
1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ
          โดยทั่ว ไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ปัญหาที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ได้จากแหล่งต่างๆ กัน ดังนี้

          1. การอ่านค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร หนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่างๆ
          2. การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ
          3. การ ฟังบรรยายทางวิชาการ รายการวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งการสนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนนักเรียนหรือกับ บุคคลอื่นๆ
          4. กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน
          5. งานอดิเรกของนักเรียน
          6. การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์
ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
          1. ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา
          2. สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้
          3. มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
          4. มีเวลาเพียงพอ
          5. มีงบประมาณเพียงพอ
          6. มีความปลอดภัย 

2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
          การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้ เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผน ดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ในการศึกษาจะต้องได้คำตอบว่า
          1. จะทำ อะไร
          2. ทำไมต้องทำ
          3. ต้องการให้เกิดอะไร
          4. ทำอย่างไร
          5. ใช้ทรัพยากรอะไร
          6. ทำกับใคร
          7. เสนอผลอย่างไร 
3. องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน

รายงาน รายละเอียดที่ต้องระบุ
ชื่อโครงงาน ทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร
ประเภทโครงงาน วิเคราะห์จากลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้
ชื่อผู้จัดทำโครงงาน ผู้รับผิดชอบโครงงาน อาจเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มก็ได้
ครูที่ปรึกษาโครงงาน ครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และควบคุมการทำโครงงานของนักเรียน
ครูที่ปรึกษาร่วม ครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาร่วม ให้คำแนะนำในการทำโครงงานของนัีกเรียน
ระยะเวลาดำเนินงาน ระยะเวลาการดำเนินงานโครงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด กำหนดเป็นวัน หรือ เดือนก็ได้
แนวคิด ที่มา และความสำคัญ สภาพปัจจุบันที่เป็นความต้องการและความคาดหวังที่จะเกิดผล
วัตถุประสงค์ สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงานทั้งในเชิงกระบวนการ และผลผลิต
หลักการและทฤษฎี   หลักการและทฤษฎีที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน
วิธีดำเนินงาน  กิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และผู้ัรับผิดชอบ
ขั้นตอนการปฏิบัติ   วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
ผลที่คาดว่าจะได้รับ  สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ
เอกสารอ้างอิง สื่อเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินงาน

 4. การลงมือทำโครงงาน
          เมื่อ เค้าโครงของโครงงานได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ก็เสมือนว่าการจัดทำโครงงานได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้
     4.1 การเตรียมการ
          การ เตรียมการ ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาให้พร้อมด้วย และควรเตรียมสมุดบันทึกหรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ
     4.2 การลงมือพัฒนา
          1. ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทำให้ผลงานดีขึ้น
          2. จัด ระบบการทำงานโดยทำส่วนที่เป็นหลักสำคัญๆ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่่อยทำ ส่วนที่เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทำ ให้ตกลงรายละเอียดในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย
          3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน

     4.3 การทดสอบผลงานและแก้ไข
          การตรวจ สอบความถูกต้องของผลงาน เป็นความจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทำงานได้ถูกต้องตรงกับความ ต้องการ ที่ระบุไว้ในเป้าหมายและทำด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย

     4.4 การอภิปรายและข้อเสนอแนะ
          เมื่อ พัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทำโครงงาน และทำการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้ พร้อมกับนำ ไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยังรวมถึงการนำหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ด้วย
     4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ
          เมื่อทำ โครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว นักเรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สำคัญ หรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาและหรือใช้ประโยชน์ต่อไป ได้ 

5. การเขียนรายงาน
          การเขียน รายงานเป็นวิธีการสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงานนักเรียนควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆเหล่านี้
     5.1 ส่วนนำ
          ส่วนนำ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย
          1. ชื่อโครงงาน
          2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
          3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
          4. คำขอบคุณ เป็นคำกล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทำให้โครงงานสำเร็จ
          5. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้โดยย่อ
     5.2 บทนำ
          บทนำเป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย
          1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          2. เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า
          3. ขอบเขตของโครงงาน
     5.3 หลักการและทฤษฎี
          หลักการ และทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ซึ่งรวมถึงการระบุผลงานของผู้อื่นที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบหรือพัฒนาเพิ่ม เติมด้วย 
     5.4 วิธีดำเนินการ
          วิธี ดำเนินการ อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน 

     5.5 ผลการศึกษา
          ผลการ ศึกษา นำเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง หรือ กราฟ หรือข้อความ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก 

     5.6 สรุปผลและข้อเสนอแนะ
          สรุปผล และข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำ งาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้าน สมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนำ ผลการทดลองหรือพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงาน หรือข้อสังเกตที่สำคัญ หรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำ โครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่อง ทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย 

     5.7 ประโยชน์
          ประโยชน์ที่ได้รับ จากโครงงาน ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนำผลงานของโครงงานไปใช้ด้วย 

     5.8 บรรณานุกรม
          บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทำ โครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำ โครงงานนี้การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย 

     5.9 การจัดทำคู่มือการใช้งาน
          หาโครงงานที่นักเรียนจัดทำ เป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้นักเรียนจัดทำคู่มืออธิบายวิธีการใช้ผลงานนั้นโดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย
          1. ชื่อผลงาน
          2. ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ ระบุรายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้
          3. ความต้องการของซอฟต์แวร์ ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์
          4. คุณลักษณะของผลงาน อธิบายว่าผลงานนั้นทำ หน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลขาเข้าและส่วนอะไรออกมาเป็นข้อมูลขาออก
          5. วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชัน อธิบายว่าจะต้องกดคำสั่งใด หรือกดปุ่มใด เพื่อให้ผลงานทำงานในฟังก์ชันหนึ่งๆ  

6 การนำเสนอและแสดงโครงงาน
          การนำ เสนอและการแสดงผลงานเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทำโครงงาน เพื่อแสดงออกถึงผลิตผลความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทำได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบายประกอบการรายงานด้วยคำพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์และอธิบายด้วยคำพูด เป็นต้น โดยผลงานที่นำมาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
          1. ชื่อโครงงาน
          2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
          3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
          4. คำอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          5. วิธีการดำเนินการที่สำคัญ
          6. การสาธิตผลงาน
          7. ผลการสังเกตและข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน

แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์

แบบเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์    [..Download แบบฟอร์มการเขียนแบบเสนอโครงงาน..]
1. ชื่อโครงงาน _______________________________________________________________________________________
2. ประเภทโครงงาน ___________________________________________________________________________________
3. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
          1) ________________________________________________________________________
          2) ________________________________________________________________________
          3) ________________________________________________________________________
          4) ________________________________________________________________________
          5) ________________________________________________________________________
4. ครูที่ปรึกษาโครงงาน ________________________________________________________________________________
5. ครูที่ปรึกษาร่วม ____________________________________________________________________________________
6. ระยะเวลาดำเนินงาน _________________________________________________________________________________
7. แนวคิด ที่มา และความสำคัญ
          _______________________________________________________________________________________________
          _______________________________________________________________________________________________
          _______________________________________________________________________________________________
          _______________________________________________________________________________________________
8. วัตถุประสงค์
          1) ________________________________________________________________________________________
          2) ________________________________________________________________________________________
          3) ________________________________________________________________________________________
9. หลักการและทฤษฎี
          _______________________________________________________________________________________________
          _______________________________________________________________________________________________
          _______________________________________________________________________________________________
          _______________________________________________________________________________________________
10. วิธีดำเนินงาน
ขั้นตอนการดำเนินงาน
วัสดุอุปกรณ์
งบประมาณ
ผู้รับผิดชอบ
11. ขั้นตอนการปฏิบัติ
วัน/เดือน/ปี
กิจกรรม
ผู้รับผิดชอบ
12. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
          1) ________________________________________________________________________________________
          2) ________________________________________________________________________________________
          3) ________________________________________________________________________________________
13. เอกสารอ้างอิง
          1) ________________________________________________________________________________________
          2) ________________________________________________________________________________________
          3) ________________________________________________________________________________________
          4) ________________________________________________________________________________________
14. ผลการพิจารณาโครงงาน
                    o  อนุมัติ                               o  ควรปรับปรุง

ลงชื่อ ....................................................
ครูที่ปรึกษาโครงงาน


ตัวอย่างโครงงาน

 ที่มา : http://www.acr.ac.th/acr/ACR_E-Learning/CAREER_COMPUTER/COMPUTER/M4/ComputerProject/content1.html

26 มกราคม 2560

โทรศัพท์ที่ชอบ รุ่นนี้ ที่สุดในโลก


oppo R9

ข้อมูลทั่วไป OPPO F1 Plus (R9) - ออปโป้

เปิดตัวครั้งแรก 18 มีนาคม 2016 (สยามโฟนฯ)
สถานะ มีวางจำหน่ายในประเทศไทย
วางจำหน่าย ไตรมาสที่ 1 ปี 2016 (มีนาคม 59)ราคามือถือ OPPO F1 Plus (R9)
- ราคาเปิดตัว 15,990 บาท (มีนาคม 59)
- ราคาล่าสุด 15,900 บาท (ปรับปรุง 8 เดือนที่แล้ว)


ข้อมูลเครือข่าย (Network)
ข้อมูลตัวเครื่องoppo R9
ระบบปฏิบัติการ (OS, CPU)
ระบบเชื่อมต่อ

ที่มา ; http://www.siamphone.com/spec/oppo/r9.htm

24 มกราคม 2560

ไทยรัฐ เสนอ VERA V1 รถไฟฟ้าไทยทำ (ตรงไหน) หรือทำแบบไทยๆ

                 Vera Automotive แบรนด์ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทยเตรียมเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่จะเริ่มทำตลาดในประเทศ ภายในวันที่ 13 มกราคม 2560 นี้ นับเป็นมิติใหม่ของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศกับการผลิตรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลภาวะ บริษัท Vera Automotive ตั้งราคาของรถยนต์ไฟฟ้า Vera V1 ไว้ที่ 945,000 บาท (แพงจัง 1-2 แสน พอซื้อให้เมียขับ) ต้นทุนของยานยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาสูงเกือบๆ 1 ล้านบาทนั้นทางผู้บริหารแจงว่าเกิดจากราคาของแบตเตอรี่แบบใหม่ ซึ่ง Vera Automotive เลือกใช้แบตฯ ที่มีประสิทธิภาพดีอย่าง Lithium iron phosphate battery 22 kW/h เจ้า Vera V1 จึงใช้แบตเตอรี่ความจุ 22kWh เมดอินไชน่า (BMW i3 2017 ใช้แบตเตอรี่ความจุ 33 kWh)

                 Vera Automotive เป็นบริษัทของคนไทยโดยทำการซื้อโครงรถยี่ห้อ Geely จากจีน มาดัดแปลงทำเป็นรถไฟฟ้าแบบ EV ซึ่งดูจากรูปทรงแล้วเหมือนกับรถ Geely-Panda รุ่น GX2 หรือ Panda Crossover ราวกับแกะ!! ทำให้เกิดการถกเถียงกันว่า ตกลง Vera V1 นั้น เป็นรถไฟฟ้าจากจีนหรือไทยกันแน่? ในส่วนของราคาค่าตัวที่เกือบจะทะลุ 1 ล้านบาทนั้น ทางผู้บริหารของ Vera Automotive แจ้งว่าเกิดจากราคาของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีมูลค่าครึ่งหนึ่งของราคาค่าตัวของ Vera V1 หรือสูงถึง 50% จากราคาของตัวรถ ทำให้ Vera V1 มีราคาเฉียดๆ 1 ล้านบาท!!
                 
               VERA 1st EV เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ไทยแต่กลับไปคล้ายรถไฟฟ้าของจีลี่จากจีน และมีราคาค่าตัวถึง 945,000 บาท ใช้ระบบชาร์จกระแสไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก โดยมีค่าไฟสำหรับการใช้งานเฉลี่ยกิโลเมตรละ 0.5-0.7 บาท (คิดที่ค่าไฟ 4 บาทต่อกิโลวัตต์) มีรูปทรงแบบแฮตช์แบ็ค 5 ประตูขนาดกะทัดรัด ระบบเบรกใช้ดิสก์เบรกพร้อม ABS ระบบความปลอดภัยติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า 

สรุปผมก็ว่า นำเข้าจากจีนเกือบหมด แต่แยกนำมาประกอบ และชิ้นส่วนประกอบ ทำในไทยได้ เช่นพวกที่ทำจากพลาสติก กับชุดแต่งด้านใน เรียกได้ว่า ทำในไทย กี่% ละเนี่ยะ 

เรื่องจาก : อาคม รวมสุวรรณ 
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/831629#cxrecs_s

23 มกราคม 2560

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ





ระบบสารสนเทศเป็นงานที่ต้องใช้ส่วนประกอบหลายอย่าง ในการทำให้เกิดเป็นกลไกในการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjPTnW9_d7R9FsXXKrmyzO5SRF3LCb8p77lVwxFALSyG9SxPDFUmjVSBatehyphenhyphenoIN2uDhT8MiHvQfG3Ef_BikQkeudNJnr2y01T1dWw_NvVvxANsLcYZexUzCc5yghkutvofZ4vyNBRV3w/s1600/intro.png
นักเรียนลองนึกดูว่า ถ้าต้องการประมวลผลรายงานการเรียนของนักเรียนได้อย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว ทันการ ระบบการจัดการสารสนเทศนั้น เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ประการแรกคือ บุคลากรหรืออาจารย์ประจำชั้นที่เป็นผู้รับผิดชอบ หรืออาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชา ประการที่สอง คือ หากมีการบันทึก ข้อมูลก็ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานของอาจารย์เป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไร อย่างไร ประการที่สาม คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องช่วยให้การทำงานให้ผลรวดเร็ว และคำนวณได้แม่นยำถูกต้อง ประการที่สี่ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยทำให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการได้ ประการสุดท้ายคือ ตัวข้อมูลที่เป็นเสมือนวัตถุดิบที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสารสนเทศตามที่ต้องการ
Image result for องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ




ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบสารสนเทศมี 5 ส่วนคือ
1. ฮาร์ดแวร์(เครื่องจักรอุปกรณ)์
2. ซอฟต์แวร์
3. ข้อมูล
4. บุคลากร
5.ขั้นตอนการปฏิบัติงาน






1. ฮาร์ดแวร์

                 ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้าง รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจเมื่อพิจารณาเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งเป็น 5 หน่วย คือ
  • หน่วยรับข้อมูล (input unit) ได้แก่ แผงแป้นอักขระ เมาส์
  • หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
  • หน่วยความจำหลัก (Main Memory - RAM) 
  • หน่วยความจำรอง (Storage) เช่น Harddisk CD DVD FlashDrive SD-Card
  • หน่วยแสดงผล (output unit) ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์ 
การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์ จะพบว่าคล้ายกัน กล่าวคือ เมื่อมนุษย์ได้รับข้อมูลจากประสาทสัมผัส ก็จะส่งให้สมองในการคิด แล้วสั่งให้มีการโต้ตอบ

2. ซอฟต์แวร์ 

                  ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ ประกอบที่สำคัญประการที่สอง ซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งาน ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติงาน ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงาน ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานต่างๆ ลักษณะการใช้งานของซอฟต์แวร์ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้จะต้องติดต่อใช้งานโดยใช้ข้อความเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะการใช้งานที่ง่ายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่าย เช่น มีส่วนประสานกราฟิกกับผู้ใช้ที่เรียกว่า กุย (Graphical User Interface : GUI) ส่วนซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใช้ในท้องตลาดทำให้การใช้งาน คอมพิวเตอร์ในระดับ บุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีลักษณะส่งเสริมการทำงานของกลุ่มมากขึ้น ส่วนงานในระดับองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่า จ้าง หรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นต้น
ซอฟต์แวร์ คือ ชุดคำสั่งที่สั่งงานคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้หลายประเภท เช่น
                 1.) ซอฟต์แวร์ระบบ คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการกับระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส ระบบปฏิบัติการดอส ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์
                 2.) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่างๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น ซอฟต์แวร์กราฟิก ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ซอฟต์แวร์นำเสนอข้อมูล

https://sites.google.com/site/mju5303103351cs203/_/rsrc/1355238653321/xngkh-prakxb-khxng-rabb-sarsnthes-prakxb-dwy-xari-bang-cng-xthibay/5.jpg?height=168&width=400

3. ข้อมูล

                 ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวด เร็วมีประสิทธิภาพ


4. บุคลากร

                 บุคลากร ในระดับผู้ใช้ ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบ สารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมาก ขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความ ต้องการ สำหรับระบบสารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนจะต้องใช้บุคลากร ในสาขาคอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน


5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน


                 ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือ ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้ งานก็จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับ เครื่อง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชำรุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอนการทำสำเนาข้อมูลสำรองเพื่อความปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรียมการ และการทำเอกสารคู่มือการใช้งานที่ชัดเจน

ที่มา
http://group-4-405.blogspot.com/2012/04/blog-post.html
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lopburi/napaporn_pr/com/sec03p02.html
http://www.chakkham.ac.th/technology/homepage/page1.html

28 ธันวาคม 2559

ระบบปฏิบัติการ Windows

ข้อ 1.ระบบปฏิบัติการ Windows มีกี่ Version อะไรบ้าง

  Windows มีหลายรุ่นตั้งแต่ Windows 1.0 - Window10 ได้แก่ 
ก่อนจะเป็นระบบปฏิบัติการ Windows เป็นโปรแกรม Windows ในระบบปฏิบัติการ DOS มาก่อนได้แก่ 
  1. Windows 1.0 วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1985 
  2. Windows 2.0 วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 1987  
  3. Windows 3.0 วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1990 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จของ Windows ที่ได้รับความนิยมมากกว่ารุ่นก่อนหน้าค่อนข้างมาก รองรับ 16 สี อินเทอร์เฟซถูกพัฒนาให้มีสีสันดูน่าใช้งานมากกว่าเดิม และได้ออก Windows 3.1 ตามมาในปี 1992 
 และเริ่มนับเป็นระบบปฏิบัติการ Windows จริงๆจาก Windows 95 คือไม่อาศัย DOS ในการรันโปรแกรม
  1. Windows 95 วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 1995 ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดย Windows 95 รองรับสีแบบ 32 บิต และรองรับ Multitasking อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ถูกพัฒนาขึั้นมา รวมทั้งการนำเสนอปุ่ม Start และ Taskbar เป็นครั้งแรก 
  2. Windows 98 วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1998 เป็นรุ่นที่พัฒนามีให้เหมาะกับการใช้ทำงานและใช้เพื่อความบันเทิงในบ้าน อินเทอร์เฟซคล้ายกับ Windows 95 แต่มีสีสันมากกว่าเดิม พร้อมกับการมาครั้งแรกของแถบ Quick Launch สำหรับเปิดโปรแกรมอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเปิด Start Menu
  3.  Windows 2000 Professional วางจำหน่ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2000 เป็นรุ่นที่พัฒนามาด้วยโค้ดเคอร์เนลเดียวกับ Windows ตระกูล NT ออกแบบมาเพื่อใช้ในกลุ่มองค์กรหรือธุรกิจ มีการพัฒนาให้รองรับระบบเครือข่ายและมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น
  4.  Windows Me  วางจำหน่ายเมื่อเดือนกันยายน 2000 ตัวย่อ Me ย่อมาจาก Millennium Edition เป็น Windows สำหรับใช้งานภายในบ้านรุ่นสุดท้ายที่จะใช้โค้ดเคอร์เนลแบบเดียวกับ Windows 95 และ 98 ในการพัฒนา มีการพัฒนาให้รองรับสื่อบันเทิงต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้รับความนิยมมากเท่า Windows 98
  5.  Windows XP วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2001 เป็น Windows รุ่นที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุด เนื่องจากอินเทอร์เฟซที่ถูกพัฒนาให้สวยงามกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างก้าวกระโดด ปุ่ม Start สีเขียว Taskbar สีฟ้าสดใส พร้อมทั้งระบบที่มีความเสถียรและปลอดภัย สามารถอัพเดทตัวเองได้ มีโปรแกรมรองรับมาก โดย Windows XP เป็นรุ่นที่แรกใช้โค้ดเคอร์เนลตระกูล NT พัฒนาออกมาทั้งรุ่น Home Edition สำหรับใช้ในบ้าน และ Professional สำหรับใช้ในธุรกิจ และออกเวอร์ชั่น 64 บิต ตามมาในปี 2005
  6.  Windows Vista วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2007 อินเทอร์เฟซที่ถูกเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยเน้นไปที่หน้าต่างแบบกึ่งโปร่งใส มองเห็นทะลุได้ ดูคล้ายกระจก ปุ่ม Start ถูกเป็นเปลี่ยนลูกแก้วโลโก้ Windows พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านรักษาความปลอดภัยมากกว่าเดิม แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับ Windows XP
  7. Windows 7 วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2009 ยังคงใช้อินเทอร์เฟซแบบกึ่งโปร่งใสคล้ายกับ Windows Vista รองรับการใช้งานแบบระบบสัมผัสหน้าจอ พร้อมทั้งการมาของ Taskbar รูปแบบใหม่ที่แสดงเป็นไอคอนโปรแกรมขนาดใหญ่กว่าเดิม สามารถปักหมุดโปรแกรมที่ใช้เป็นประจำไว้บน Taskbar ได้ เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก และทำให้ผู้ใช้ Windows XP หลายคนตัดสินใจที่จะอัพเกรดมาใช้ Windows 7
  8. Windows 8  วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2012 มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อินเทอร์เฟซถูกเปลี่ยนให้เป็นแบบเรียบสไตล์ Metro ปุ่ม Start และ Start Menu หายไป แทนที่ด้วย Start Screen แบบเต็มจอ การใช้งานถูกแบ่งออกเป็นโหมด Desktop ปกติเหมือน Windows รุ่นก่อน ๆ กับโหมด Metro สำหรับใช้งานแอพพลิเคชั่นบน Windows Store แบบเต็มจอ รองรับการใช้งานระบบสัมผัสเต็มรูปแบบ มีผู้ใช้จำนวนหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกใจกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและเลือกที่จะใช้ Windows 7 ต่อไป โดยในปี 2013 ไมโครซอฟท์ได้ออก Windows 8.1 ที่นำปุ่ม Start กลับมา พร้อมทั้งปรับปรุงระบบอีกเล็กน้อย
  9.  Windows 10   เปิดตัวเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2014 เป็น Windows รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทางไมโครซอฟท์ได้ข้ามชื่อ Windows 9 ไป สามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ ฯลฯ อินเทอร์เฟซโดยรวมคล้ายกับ Windows 8 แต่โปรแกรมและแอพฯ ต่าง ๆ สามารถใช้งานได้ทั้งโหมด Desktop และโหมด Tablet ไม่แยกออกจากกันเหมือน Windows 8 อีกแล้ว พร้อมทั้งการกลับมาของ Start Menu สำหรับการใช้งานแบบโหมด Desktop โดยจะวางจำหน่ายในปี 2015
 ที่มา : http://men.kapook.com/view100198.html

ข้อ 2.Windows7 แบ่งออก เป็นกี่รุ่น อะไรบ้าง

     Windows7 ที่ไช้ทั่วไปแบ่งออก เป็น 6 รุ่นได้แก่
  1. Windows 7 Starter:รันโปรแกรมได้พร้อมกันเพียง 3 โปรแกรม มีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Home Group มีที่ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่าง Taskbar และ JumpLists 
  2. Windows 7 Home Basic:รันโปรแกรมได้พร้อมกันจำกัดจำนวน (ขึ้นอยู่กับทรัพยากรของระบบ) มีฟีเจอร์ Live thumbnail previews & enhanced visual experience มีฟีเจอร์การใช้งานระบบเครือข่ายขั้นสูงอย่าง Ad-hoc wireless networks Internet connection sharing และมีฟีเจอร์ Mobility Center 
  3. Windows 7 Home Premium: มีฟีเจอร์ Aero Glass & advanced windows navigation มีที่ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่าง Media format และ Handwriting recognition มีฟีเจอร์ Windows Media Center รวมถึง Play To และ Multi-touch 
  4. Windows 7 Professional (Business): รองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบโดเมน มีฟีเจอร์ Advanced network backup และ Encrypting File System และ Location Aware Printing 
  5. Windows 7 Enterprise และ Windows 7 Ultimate: มีฟีเจอร์ BitLocker ที่รองรับไดรว์ทั้งแบบ Internal และ External มีฟีเจอร์ DirectAccess และ BranchCache (ต้องใช้งานร่วมกับ Windows Server 2008 R2) และฟีเจอร์ AppLocker
 ที่มา : https://www.varietypc.net/webboard/?topic=636.0

ข้อ 3. เราสามารถเรียกใช้โปรแกรมได้ด้วยวิธีการใดบ้าง (เปิดโปรแกรม อย่างไร)

     เราสามารถเรียกใช้โปรแกรมได้หลายวิธีดังนี้
  1. เรียกผ่านทางไอคอนบนเดสก์ทอป  โดยการดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนนั้น ๆ
  2.  เรียกผ่านทางปุ่ม Start
    1.  คลิ๊กที่ปุ่ม     บนแถบงาน  หรือ กดปุ่ม  Ctrl + ESC จะปรากฎโปรแกรม
         ต่าง ๆ ให้เลือกใช้งาน
    2.  คลิ๊กที่ชื่อโปรแกรมที่ต้องการ
  3. การเรียกโปรแกรมใช้งานผ่านคำสั่ง Run
       ตามปกติโดยส่วนใหญ่แล้ว การเรียกโปรแกรมใช้งานทั่วไปมักจะเรียกผ่านเมนู หรือผ่านไอคอนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เราสามารถเรียกโปรแกรมใช้งานผ่านคำสั่ง Run ก็ได้ตัวอย่างเช่น หากต้องการเรียกใช้โปรแกรม Notepad ผ่านคำสั่ง Run
  4. การค้นหาโปรแกรมใช้งานผ่าน ปุ่ม Start (ตั้งแต่ Windows7)แล้วพิมพ์ชื่อโปรแกรมที่ต้องการระบบจะค้นหาโปรแกรมต่างๆขึ้นมา แล้วเราก็คลิ๊กที่ชื่อโปรแกรมนั้นๆ ได้เลย
ที่มา: https://sites.google.com/site/rabbpdibatikar1/kar-reiyk-porkaerm-chi-ngan

ข้อ 4. คุณสมบัติ Aero Peek มีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย


ข้อ 5. คุณสมบัติ Aero Snap มีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย


ข้อ 6. เราสามารถปิดคอมพิวเตอร์ได้ด้วยวิธีการใดบ้าง จงอธิบาย